วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558

บทที่6กลยุทธ์การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องที่2รูปแบบกลยุทธ์การโฆษณาเว็บไซต์

บทที่6กลยุทธ์การตลาดอิเล็กทรอนิกส์
เรื่องที่2รูปแบบกลยุทธ์การโฆษณาเว็บไซต์


1.การโฆษณาบนเว็บ(Web Advertising)คืออะไร
-การขายรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สินค้าและบริการของบริษัทเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคผ่านทางสื่อโฆษณาที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ เป็นต้น แต่สื่อโฆษณาเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการตลาดแบบติดต่อสื่อสารแบบทางเดียว (One-way Communication) 

2.บอกข้อแตกต่างระหว่าง Ad Views และ Ad Click
-แอดวิวส์ (Ad Views/Impression/Page Views) เป็นจำนวนครั้งที่ลูกค้าเห็นหน้าเว็บที่มีป้ายโฆษณา (Banner)ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งตามที่กำหนดไว้ 
-แอดคลิก (Ad-Click / Click-Through) เป็นการนับจำนวนครั้งที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์คลิกที่ป้ายโฆษณาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อไปยังเว็บไซต์ปลายทาง

3.CPM(Cost Per Thousand Impression)คืออะไร
-ต้นทุนที่ผู้โฆษณาจะต้องจ่ายเป็นค่าป้ายโฆษณา 

4.Conversion Rate ของเว็บไซต์ที่มีจำนวนผู้เยี่ยมชม 100 คน แต่มีผู้ซื้อสินค้าจริง 50 คน มีค่าเท่าใด
-50%

5.Click Through Ratio เมื่อมีผู้เยี่ยมชมเปิดเพจที่มีโฆษณา 150 เพจ แต่คลิกเข้าไปดูโฆษณาจริง 20 ครั้ง มีค่าเท่าใด
-30%

6.บอกข้อแตกต่างระหว่าง Banner Swapping และ Banner Exchange
-Banner Swapping ข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างบริษัท 2 บริษัท เพื่อแลกเปลี่ยนแบนเนอร์ระหว่างกัน โดยแต่ละฝ่ายจะนำแบนเนอร์ของอีกฝ่ายไปแสดงไว้บนเว็บเพจของตน 
-Banner Exchange แหล่งแลกเปลี่ยนแบนเนอร์ระหว่างบริษัทต่าง ๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนดขึ้น โดยสามารถจัดการแลกเปลี่ยนแบนเนอร์ตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไป 

7.อธิบายข้อจำกัดของการโฆษณาแบบป๊อปอัพ (Pop-Up) พอสังเขป
- Pop-Up Advertising เป็นโฆษณาที่แยกออกเป็นเว็บบราวเซอร์หน้าต่างใหม่ และจะปรากฏขึ้นพร้อมกับเว็บเพจที่มีโฆษณาสินค้านั้น โดย Pop-Up โฆษณาจะอยู่ด้านบนของเว็บเพจที่ผู้ใช้เรียกทำงานอยู่ (Active Window)
-Pop-Under Advertising เป็นโฆษณาที่แยกออกเป็นเว็บบราวเซอร์หน้าต่างใหม่เช่นเดียวกับ Pop-Up แต่จะอยู่ด้านล่างของเว็บเพจที่ผู้ใช้เรียกทำงานอยู่ ดังนั้น ผู้ใช้จะต้องปิดเว็บเพจนั้นเสียก่อน จึงจะเห็นหน้าโฆษณานี้

8.ยกตัวอย่างกลยุทธ์ที่ใช้ในการโฆษณาบนเว็บมา 5 ชนิด อธิบายพอสังเขป
-การโฆษณาผ่านทางอีเมล์
-การโฆษณาผ่านทาง URL
-การโฆษณาผ่านห้องสนทนาและบล็อก
-การโฆษณาผ่านเกมส์ออนไลน์
-การโฆษณาผ่านช่องทางอื่น ๆ

9.หากบริษัทคิดค่าโฆษณาจาก Click –Through บริษัทจะต้องเสียค่าโฆษณาเท่าใด ถ้าต้องการให้มีป้ายโฆษณาปรากฏขึ้นมา 100,000 ครั้ง โดยที่ป้ายโฆษณาของบริษัทที่ปรากฏขึ้นมา 1,000 ครั้ง จะมีผู้ชมคลิกที่โฆษณา 75 ครั้ง และทุกครั้งที่ผู้ชมคลิกที่ป้ายโฆษณา บริษัทจะต้องเสียค่าใช้จ่าย 5 บาท
-37500 บาท

10.E-Catalog คืออะไร
-รายการสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการได้สะดวกขึ้น รายการสินค้าจะถูกนำเสนอในรูปแบบโบรชัวร์ (Brochure)

บทที่6กลยุทธ์การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องที่1รูปแบบกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

บทที่6กลยุทธ์การตลาดอิเล็กทรอนิกส์
เรื่องที่1รูปแบบกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

รูปแบบกลยุทธ์การตลาดออนไลน์


       การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) คือการทำการตลาดโดยอาศัยระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีการทำการตลาดที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในปัจจุบัน ที่ระบบอินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูงขึ้น และเป็นที่แพร่หลายโดยทั่วไป พร้อมกันนี้ยังสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั่วโลกโดยใช้ทุนน้อยที่สุดอีก ด้วย การตลาดออนไลน์นี้ ยังเป็นทางเลือกที่ดีและเหมาะสมกับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย เพราะลูกค้าสามารถแจ้งรายละเอียด รวมไปถึงสามารถแนะนำเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นตรงตามความต้องการ ของลูกค้าได้อีกด้วย ทั้งนี้ยังสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งในเรื่องของการจ้างพนักงานขาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในรูปแบบสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทีวี หนังสือพิมพ์ หรือการโฆษณาในรูปแบบต่างๆ ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังสามารถขายสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงตลอด 7 วันโดยไม่พักและไม่มีการเพิ่มต้นทุนแต่อย่างใด เทคนิคการตลาด และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์นั้น ยังไม่จบนะครับ ยังมีเรื่องราวต่ออีกหลายตอน ผมเองจะพยายามรวบรวมนำมาเขียนให้อ่านกันนะครับ ทั้งนี้หากสรุปแบบย่อๆ ก็น่าจะมีดังต่อไปนี้ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำตลาดออนไลน์เลยก็ว่า ได้นั่นก็คือ
  • การเลือกโดเมนที่เหมาะสม
  • การใช้ Keywords ที่ตรงใจกับลูกค้า และสินค้า
  • การวางแผนงานต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอน
  • การทำ Search Engine Optimization (SEO) ที่ดี
การออกแบบมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ อย่างมีประสิทธิภาพ มีแนวทางแนะนำ 5 แนวทางได้แก่
          1. กำหนดเป้าหมาย (Goal) การกำหนดเป้าหมายจะช่วยให้สามารถสร้างสื่อฯ ได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด โดยสามารถจำแนกเป้าหมายได้ดังนี้
               - เพื่อถ่ายทอดความรู้
               - เพื่อสร้างทักษะ
               - เพื่อสนับสนุนการทำงาน
          2. ศึกษาพฤติกรรมของผู้เรียน โดยจะต้องศึกษาว่าผู้เรียนคิดอย่างไร ยอมรับนวัตกรรมใหม่รูปแบบนี้หรือไม่ ผู้เรียนเรียนรู้จาก Concept หรือศึกษากระบวนการก่อนนำไปพัฒนาความเข้าใจในเนื้อหา
          3. พิจารณาถึงประสบการณ์ที่ดีที่สุดของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกมีส่วนร่วมกับสื่อฯ
          4. ศึกษาความคงทนของเนื้อหา พิจารณาว่าเนื้อหามีความคงทนนำไปใช้งานได้นานแค่ไหน มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งหรือไม่ อย่างไร
          5. ใช้เทคนิคของทีม นำผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่านนำเสนอความรู้ ผสมผสานกับผู้เรียนออกความเห็นของสื่อ

กลยุทธ์การออกแบบสื่อ

ทั้งนี้สามารถแสดงรายละเอียดย่อยของการออกแบบได้เป็นหัวข้อดังนี้
          1. ขั้นตอนการวางแผน
              - ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้
              - วิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน/ผู้ใช้
              - อายุของสื่อ
              - ประโยชน์ของสื่อ
              - ลักษณะเฉพาะของผู้เรียน/ผู้ใช้
              - งบประมาณ
              - ระยะเวลา
              - เลือกชนิดของสื่อ
              - การนำเสนอ
              - การถ่ายทอดความรู้
              - CBT เดี่ยวๆ หรือกลุ่ม
              - ส่งเสริมผู้ปฏิบัติงาน
              - กำหนดรายละเอียด
              - ข้อกำหนดเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์
              - การติดตั้งระบบ
              - กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์

          2. ขั้นตอนการออกแบบ
               - กลยุทธ์การออกแบบ
               - สื่อเพื่อทบทวน, ฝึกปฏิบัติ, สถานการณ์สมมุติ, เกม, แบบทดสอบฯลฯ
               - หน้าที่ของสื่อ วัตถุประสงค์
               - ข้อแนะนำการใช้
               - รูปแบบของสื่อ
               - ออกแบบต้นแบบ
               - การเก็บรวบรวมข้อมูล
               - การกำหนดหัวข้อ
               - การออกแบบเนื้อหา
               - ระดับของปฏิสัมพันธ์
               - รูปแบบปฏิกิริยาโต้กลับ
               - การแตกย่อยเนื้อหา
               - ข้อบัญญัติของผู้เรียน/ผู้ใช้
               - แนวทางการแก้ไข
          3. ขั้นตอนการพัฒนา
               - ตั้งมาตรฐาน
               - กำหนด Story Board
               - ผลิตเนื้อหารูปแบบต่างๆ
               - การลงรหัสโปรแกรม
               - ตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่อง
               - ตรวจสอบนำร่อง
               - ตรวจสอบการนำไปใช้

คำศัพท์บทที่5

คำศัพท์บทที่5


1.Indirectly               อ้างอิงทางอ้อม
2.Customer              ผู้บริโภค
3.service                  บริการ
4.Internet                อินเทอร์เน็ต
5.Subjective Norm    พฤติกรรมคล้อยตามสิ่งอ้างอิง
6.group                    กลุ่ม
7.Direct                   ทางตรง
8.Search                  การแสวงหา
9.Information           ข้อมูล
10.Decision              การตัดสิน

บทที่5พฤติกรรมผู้บริโภค เรื่องที่5ชนชั้นของสังคม

บทที่5พฤติกรรมผู้บริโภค เรื่องที่5ชนชั้นของสังคม


ชนชั้นทางสังคม หรือเรียกเพียง ชนชั้น เป็นกลุ่มมโนทัศน์ในสาขาวิชาสังคมศาสตร์และทฤษฎีการเมืองซึ่งมีศูนย์กลางที่แบบจำลองการจัดชั้นภูมิทางสังคมซึ่งบุคคลถูกจัดอยู่ในกลุ่มหมวดหมู่สังคมลำดับชั้น  ชนชั้นสามัญที่สุด คือ ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง

ชนชั้นเป็นวัตถุสำคัญแห่งการวิเคราะห์สำหรับนักสังคมวิทยา นักรัฐศาสตร์ นักมานุษยวิทยาและนักประวัติศาสตร์สังคม อย่างไรก็ดี ไม่มีการเห็นพ้องต้องกันว่านิยามที่ดีที่สุดของคำว่า "ชนชั้น" คืออะไร และคำนี้มีหลายความหมายบริบท ในสำนวนพูดทั่วไป คำว่า "ชนชั้นทางสังคม" โดยทั่วไปพ้องกับ "ชนชั้นทางสังคม-เศรษฐกิจ" ซึ่งนิยามว่าเป็น "บุคคลที่มีสถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจหรือการศึกษาเท่ากัน" เช่น ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นวิชาชีพอุบัติใหม่

ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 คำว่า "ชนชั้น" เริ่มเป็นวิธีหลักในการจัดระเบียบสังคมเป็นการแบ่งลำดับชั้นแทนการจำแนกประเภทอย่างฐานันดร ยศและลำดับ ซึ่งสัมพันธ์กับการให้ความสำคัญกับคุณลักษณะที่ตกทอดมาลดลงโดยทั่วไป และให้ความสำคัญกับความมั่งคั่งและรายได้เพิ่มขึ้นเป็นตัวชี้วัดฐานะในลำดับชั้นทางสังคม 

บทที่5พฤติกรรมผู้บริโภค เรื่องที่4ทฤษฏีความพึงพอใจของผู้บริโภค

บทที่5พฤติกรรมผู้บริโภค เรื่องที่4ทฤษฏีความพึงพอใจของผู้บริโภค

ทฤษฏีความพึงพอใจของผู้บริโภค
ความพึงพอใจ คือ อารมณ์ของจิตใจที่ยอมรับ หรือมีความรู้สึกว่าสิ่งนั้นคุ้มค่า หรือสินค้าและบริการนั้นสนองความต้องการได้อย่างเต็มที่ จนเกิดความรู้สึกดี ไว้วางใจต่อสิ่งนั้น จนเกิดการยอมรับในการใช้บริการครั้งต่อๆ ไป จนเกิดความภักดี

ส่วนลูกค้าที่มาใช้บริการสามารถนำมาพิจารณาได้ 3 ประเภทคือ
กลุ่มผู้บริโภคที่ภักดีต่อผลิตภัณฑ์
ลูกค้าที่ไม่ประทับใจ
ลูกค้าขาจร

บทที่5พฤติกรรมผู้บริโภค เรื่องที่3กลุ่มตามวงจรชีวิต

บทที่5พฤติกรรมผู้บริโภค
เรื่องที่3กลุ่มตามวงจรชีวิต


Product Life Cycle ประกอบด้วย 4 ช่วงเวลา โดยการกำหนดกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mixs) สำหรับสินค้าในแต่ละช่วงของ Product Life Cycle มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่อง Promotion ซึ่ง Product Life Cycle นั้น ประกอบไปด้วย
1. Introduction (ช่วงแนะนำสินค้าสู่ตลาด)
เป็นช่วงแรกของการวางตลาดเพื่อขายสินค้าดังกล่าว ช่วงนี้สินค้าจะยังไม่เป็นที่รู้จักของลูกค้า จึงจำเป็นต้องทำการตลาดเพื่อแนะนำสินค้าสู่ตลาดด้วยวิธีการต่างๆ เช่น โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการขาย ฯลฯ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง ยอดขายยังต่ำ และมีการเติบโตอย่างช้าๆ
2. Growth (ช่วงสินค้าได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว)
เป็นช่วงที่ 2 หลังจากทำการตลาดในช่วงแรกไปแล้ว เมื่อลูกค้าเริ่มรู้จักสินค้าทดลองใช้ และบอกต่อ ร้านค้าต่างๆ ที่เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายเริ่มรู้จักและแนะนำให้ลูกค้าทำให้ยอดขายสินค้าเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงแรก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีค่าใช้จ่ายสูงในการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้สินค้าติดตลาด
3. Maturity (ช่วงสินค้าติดตลาด)
เป็นช่วงที่ 3 หลังจากลูกค้าได้ทดลองใช้และพอใจในสินค้า ก็เริ่มใช้เป็นประจำจึงมียอดขายอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันความจำเป็นในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ก็ลดลง เนื่องจากสินค้าเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้ว ทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำตลาดลดลงกว่าช่วงแรกและช่วงที่ 2 ทำให้เป็นช่วงที่สร้างกำไรได้มากที่สุด
4. Decline (ช่วงสินค้าตกต่ำ)
เป็นช่วงที่ 4 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงสุดท้ายในวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เมื่อสินค้าติดตลาดเป็นที่ต้องการของลูกค้า ย่อมมีคู่แข่งเข้ามาทำตลาดสินค้าแบบเดียวกัน ลูกค้าประเภทที่ไม่มีความจงรักภักดีต่อตราสินค้าก็จะไปทดลองสินค้าใหม่ และอาจมีบางส่วนที่เลิกใช้สินค้าเดิมไปเลย ทำให้ยอดขายของสินค้าตกลงเรื่อยๆ ลูกค้าใหม่ก็แทบไม่มีเนื่องจากสินค้าลดการทำตลาดลงตั้งแต่ช่วงที่ 3 แล้ว ทำให้ไม่ได้ยอดขายจากกลุ่มลูกค้าใหม่ ในขณะที่ยอดขายจากกลุ่มลูกค้าเก่าลดลง จึงเป็นช่วงที่สินค้าเริ่มตกต่ำ และค่อยๆ หายไปจากตลาดในที่สุด
กลยุทธ์โดยทั่วไปในการทำ Promotion เมื่อพิจารณาถึง Product Life Cycle
1. ช่วง Introduction
เป็นช่วงที่ต้องการสร้างการรับรู้สินค้าใหม่ สร้างความสนใจและความแตกต่างในคุณสมบัติของสินค้า สร้างการทดลองซื้อ มีการตอกย้ำบ่อยๆ จนผู้บริโภคเกิดความเชื่อว่าสินค้าดี น่าทดลองใช้ ตัวอย่างกลยุทธ์ที่ใช้ในช่วงนี้ได้แก่ โฆษณาทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ใช้รถโฆษณา จัดประชาสัมพันธ์ ณ จุดขายต่างๆ หรือแจกตัวอย่างสินค้า
2. ช่วง Growth
เป็นช่วงที่ต้องทำให้ผู้บริโภคที่ทดลองใช้แล้วให้จดจำสินค้าได้ ให้ซื้อซ้ำจนมั่นใจว่าผู้บริโภคได้ทดลอง และมีความมั่นใจในตัวสินค้าจนกระทั่งเกิดความจงรักภักดีกับสินค้า เพื่อสร้างส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากที่สุด กลยุทธ์ที่ใช้ในช่วงนี้ได้แก่ การใช้สื่อ พนักงานขาย ณ จุดขายต่างๆ จัดการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ เช่น การให้คูปองลดราคาเมื่อซื้อชิ้นต่อไป
3. ช่วง Maturity
เป็นช่วงที่ต้องทำกำไรสูงสุด และในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ จึงต้องตอกย้ำความมั่นใจในสินค้าแก่ลูกค้าเป็นระยะๆ หรือออกสินค้าที่ปรับปรุงดัดแปลง (minor change) เพื่อแสดงถึงการพัฒนาสินค้าอยู่เสมอ ภายใต้จุดเด่นเดิมของสินค้า และเพื่อสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ
4. ช่วง Decline
เป็นช่วงที่มียอดขายและกำไรตกต่ำ จึงต้องเน้นการขายออกให้เร็ว ให้ได้มากที่สุดก่อนจะออกจากตลาดไป กลยุทธ์ที่ใช้ในช่วงนี้ได้แก่ กลยุทธ์ด้านราคา เช่น การลดราคาลง

บทที่5พฤติกรรมผู้บริโภค เรื่องที่2ประเภทของผู้บริโภค

บทที่5พฤติกรรมผู้บริโภค
เรื่องที่2ประเภทของผู้บริโภค

      
      ผู้บริโภค คือ กลุ่มบุคคล หรือกลุ่มชนที่ต้องการนำสินค้าและบริการมาใช้ประโยชน์หรือสนองความต้องการ โดยหวังให้บรรลุเป้าหมายของตนที่วางไว้
     
       กลุ่มผู้บริโภคจะมีความต้องการที่แตกต่างกัน  ซึ่งเกิดจากปัจจัยและข้อจำกัดต่างๆ  นั้น แตกต่างกัน เช่น ความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ อายุ การศึกษา อาชีพ และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันนี้ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ และการบริการเพื่อสนองความพึงพอใจต่อผู้บริโภคย่อมแตกต่างกัน นักการตลาดหรือนักวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ ต้องศึกษา วิจัย หาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาวิเคราะห์ เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากและตรงต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคมากที่สุด จึงจะทำให้สร้างผลกำไรในการนำเสนอขายสินค้าต่อผู้บริโภคได้มากที่สุด
      
      สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด ( Standford  Research Institute : SRI )  แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้วิจัยและศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ เกี่ยวกับกาารบริโภคไว้อย่างน่าสนใจ